← กลับหน้าแรก · บทความทั้งหมด

CSRD กับซัพพลายเออร์ไทย: กติกาใหม่ปี 2569 และงานที่เกิดขึ้น

อัปเดตกันยายน 2569 · อ่านประมาณ 7 นาที

ในบทความนี้

ทำไมเรื่อง CSRD ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับบริษัทไทย

สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 7.2% ของการค้าสินค้าของไทยในปี 2025 และการค้าสินค้าสองทางมีมูลค่ารวม 44.3 พันล้านยูโร โดยฝั่ง EU นำเข้าสินค้าจากไทยราว 29.8 พันล้านยูโร สินค้าหลักคือเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า (ข้อมูล DG TRADE คณะกรรมาธิการยุโรป) นั่นหมายความว่าบริษัทไทยจำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่ของลูกค้ายุโรป

กติกาการรายงานความยั่งยืนของ EU หรือ CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive — Directive (EU) 2022/2464) แม้บังคับใช้กับบริษัทใน EU โดยตรง แต่ผลของมันไหลลงมาถึงซัพพลายเออร์ เพราะบริษัทที่ต้องรายงานต้องเปิดเผยข้อมูล Scope 3 ซึ่งรวมการปล่อยก๊าซจากคู่ค้า และต้องประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่คุณค่า คำถามที่ว่า "ส่งข้อมูลคาร์บอนกับข้อมูลแรงงานมาได้ไหม" จึงเข้ามาหาซัพพลายเออร์ไทยผ่านแบบสอบถามจัดซื้อและสัญญา แม้บริษัทไทยจะไม่ถูกกฎหมาย EU บังคับโดยตรง

CSRD เปลี่ยนอะไรไปบ้างในปี 2569

ปี 2568–2569 เป็นช่วงที่ CSRD ถูกแก้สองรอบใหญ่มากกว่าที่หลายคนเข้าใจ ถ้ายังใช้ข้อมูลเก่าเรื่องเกณฑ์ 250 พนักงาน จะคำนวณผิดทั้งฉบับ

Stop-the-Clock — Directive (EU) 2025/794: มีผลบังคับใช้ 17 เมษายน 2025 เลื่อนการรายงานของกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สามออกไป 2 ปี โดยประเทศสมาชิกต้องออกกฎหมายรองรับภายใน 31 ธันวาคม 2025 — รอบนี้ เลื่อนเวลาเท่านั้น ไม่ได้แก้เนื้อหามาตรฐาน ESRS
Omnibus I — Directive (EU) 2026/470: ประกาศในราชกิจจานุเบกษา EU เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2026 และมีผล 18 มีนาคม 2026 เป็นรอบที่แก้ "เนื้อหา" จริงจัง

สาระสำคัญของ Omnibus I ที่กระทบทั้งฝั่ง EU และซัพพลายเออร์ในไทย:

ประเด็นก่อนแก้หลัง Omnibus I
เกณฑ์บริษัท EU ที่เข้าระบบพนักงาน 250 คน / รายได้ 50 ล้านยูโร / สินทรัพย์ 25 ล้านยูโร (เข้าเกณฑ์ 2 ใน 3)พนักงานเกิน 1,000 คน และ รายได้สุทธิเกิน 450 ล้านยูโร (ต้องเข้าเกณฑ์ทั้งสองข้อ)
บริษัทขนาดกลาง–เล็กที่จดทะเบียนอยู่ในระบบ (ใช้มาตรฐานแบบย่อ)ยกเว้นทั้งหมด
กลุ่มบริษัทแม่นอก EUรายได้ใน EU 150 ล้านยูโร + สาขา/บริษัทย่อยเกิน 40 ล้านยูโรรายได้ใน EU 450 ล้านยูโร + สาขา/บริษัทย่อยเกิน 200 ล้านยูโร
มาตรฐานรายอุตสาหกรรมมีแผนจัดทำยกเลิกแผน
การตรวจสอบยืนยัน (assurance)มีแผนยกระดับเป็น reasonable assuranceตรึงเพดานไว้ที่ limited assurance
ข้อมูลจากซัพพลายเออร์รายเล็กขอได้ตามความจำเป็นซัพพลายเออร์ที่พนักงานน้อยกว่า 1,000 คน ปฏิเสธคำขอที่เกินมาตรฐาน VSME ได้

ผลที่ตามมาคือ จำนวนบริษัทที่ต้องรายงานลดลงอย่างมาก — จากที่เคยประเมินไว้ว่าจะขยายจากราว 11,700 บริษัท (ภายใต้ NFRD เดิม) ไปเป็นราว 50,000 บริษัททั่วโลก เกณฑ์ใหม่ตัดบริษัทออกประมาณ 80–90% (ราว 42,000 บริษัท) แต่บริษัทที่ยังอยู่ในระบบคือบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งมักเป็นลูกค้ารายใหญ่ของซัพพลายเออร์ไทยอยู่แล้ว และบริษัทที่เคยอยู่ในกลุ่มแรกยังต้องรายงานต่อเนื่องถึงปีข้อมูล 2026 (ยื่นรายงานปี 2027) การออกจากระบบจึงไม่ใช่ทันที

ซัพพลายเออร์ไทยจะถูกขอข้อมูลอะไร

แบบสอบถามที่ส่งมาถึงซัพพลายเออร์ไทยมักมาจากสามทาง: ฝ่ายจัดซื้อของลูกค้ายุโรป ระบบจัดซื้อออนไลน์ขององค์กรระหว่างประเทศ และผู้ตรวจประเมินที่ลูกค้าจ้างมาตรวจโรงงาน เนื้อหาที่ถูกขอซ้ำ ๆ ได้แก่

สิ่งที่ทำให้ทีมซัพพลายเออร์ไทยปวดหัวไม่ใช่ตัวเลข แต่คือความไม่สอดคล้องกันของแบบฟอร์ม ลูกค้าแต่ละรายถามต่างหัวข้อ ต่างหน่วย และต่างปีฐาน งานจริงจึงเป็นการสร้างชุดข้อมูลกลางของตัวเองหนึ่งชุด แล้วแปลงให้ตรงกับแบบฟอร์มของแต่ละราย แทนที่จะตอบทีละฉบับ

เพดานการขอข้อมูล และมาตรฐาน VSME

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยซัพพลายเออร์รายเล็กมากที่สุดคือ "เพดานการขอข้อมูล" — ภายใต้ Directive (EU) 2026/470 บริษัทที่ต้องรายงาน ขอข้อมูลเกินกว่ามาตรฐาน VSME ไม่ได้ จากซัพพลายเออร์ที่มีพนักงานน้อยกว่า 1,000 คน นี่ทำให้ VSME กลายเป็นภาษากลางที่คู่ค้าใช้คุยกัน

VSME (Voluntary Sustainability Reporting Standard for non-listed SMEs): มาตรฐานรายงานความยั่งยืนแบบสมัครใจที่ EFRAG พัฒนาตามคำขอของคณะกรรมาธิการยุโรป (ตามแผน SME Relief Package ปี 2023) ออกแบบให้มีสองโมดูล คือโมดูลพื้นฐาน (basic module) และโมดูลขั้นสูง (comprehensive module) รวมกันประมาณ 93 จุดข้อมูล และไม่ต้องทำการประเมินสาระสำคัญ (materiality assessment) แบบ ESRS

ในทางปฏิบัติ หลายบริษัทไทยจึงเริ่มทำรายงานแบบ VSME ไว้ตอบลูกค้า เพราะเป็นชุดข้อมูลที่สั้นกว่า ESRS มาก และเมื่อลูกค้าถามเกินกว่านั้นก็อ้างเพดานตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลพื้นฐานอย่างปริมาณไฟฟ้า เชื้อเพลิง และการปล่อยก๊าซ ยังต้องเก็บให้ได้อยู่ดี

ฝั่งไทย: ก.ล.ต. กับ roadmap IFRS S1/S2

ซัพพลายเออร์ไทยไม่ต้องรอแรงกดดันจาก EU เพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทจดทะเบียนในไทยเองก็กำลังเข้าสู่การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS S1 และ S2 ของ ISSB โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จัดทำ Thailand Sustainability Disclosure Roadmap แนวทาง climate-first แบ่งเป็น 4 ระยะ ระหว่างปี 2026–2030

ความเชื่อมโยงที่คนทำงานต้องเห็นคือ ข้อมูล Scope 3 ของบริษัทไทยจะมาจากซัพพลายเออร์ในประเทศ นั่นแปลว่างานเก็บข้อมูลจากคู่ค้า (supplier data collection) จะกลายเป็นงานประจำของทีม ESG ไทย ไม่ใช่แค่ตอบลูกค้าต่างประเทศ

งานและทักษะที่เกิดจากเรื่องนี้

ทักษะที่ทำให้ได้เปรียบคืออ่านกฎหมายอังกฤษ/เยอรมันได้ในระดับใช้งานได้ (เพราะเอกสารต้นทางเป็น EU law), จัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Excel ขั้นสูง, SQL, Power BI), เข้าใจ GHG Protocol และประสบการณ์ทำงานกับโรงงานหรือซัพพลายเชนจริง

เช็กลิสต์สำหรับบริษัทที่ถูกขอข้อมูล

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทไทยต้องทำรายงาน CSRD หรือไม่

ไม่ต้องยื่นต่อหน่วยงาน EU ยกเว้นเข้าเกณฑ์กลุ่มบริษัทแม่นอก EU (รายได้ใน EU เกิน 450 ล้านยูโร และมีสาขาหรือบริษัทย่อยใน EU เกิน 200 ล้านยูโร) แต่จะถูกขอข้อมูลในฐานะซัพพลายเออร์ของบริษัทที่ต้องรายงาน

เกณฑ์ 250 พนักงานที่เคยอ่านเจอยังใช้อยู่ไหม

ไม่ใช่แล้ว หลัง Omnibus I เกณฑ์คือพนักงานเกิน 1,000 คน และรายได้สุทธิเกิน 450 ล้านยูโร โดยต้องเข้าเกณฑ์ทั้งสองข้อ

ถ้าบริษัทเล็กมากจนไม่มีข้อมูล Scope 3 จะตอบลูกค้าอย่างไร

ตอบตามความเป็นจริงว่าข้อมูลส่วนใดยังไม่มี พร้อมระบุแผนการเก็บข้อมูลและกรอบเวลา ลูกค้าที่ต้องรายงานเองก็ต้องบอกได้ว่าข้อมูลใช้การประมาณ และใช้วิธีการใด

มุมมองข้างหน้า

ทิศทางของ CSRD หลังการแก้สองรอบคือ "เข้มกับรายใหญ่ ผ่อนกับรายเล็ก" จำนวนบริษัทในระบบลดลงมาก แต่บริษัทที่ยังอยู่ในระบบคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุด และในเวลาเดียวกันบริษัทจดทะเบียนไทยก็ทยอยเข้าสู่การเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S1/S2 ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ผลคือความต้องการคนที่ "เก็บข้อมูลได้จริงและอธิบายที่มาได้" จะเพิ่มขึ้นทั้งฝั่งองค์กรไทยและฝั่งที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่ฝั่งที่ต้องส่งรายงานไป EU

English summary: The EU's CSRD was rewritten twice before Thai suppliers felt it. The Stop-the-Clock directive (EU) 2025/794, in force 17 April 2025, pushed the second and third reporting waves back by two years, while Omnibus I (Directive (EU) 2026/470, published 26 February 2026, in force 18 March 2026) raised the scope thresholds to more than 1,000 employees and €450 million net turnover, removed listed SMEs from mandatory scope, cancelled sector-specific standards, capped assurance at limited level, and — most usefully for suppliers — barred reporting companies from requesting data beyond the voluntary VSME standard from suppliers with fewer than 1,000 employees. Roughly 80–90% of the companies once expected to report fall out of scope, but the largest buyers stay in, and first-wave companies keep reporting through FY2026 data. For Thailand, the EU is the fourth-largest trading partner (7.2% of goods trade in 2025; €44.3bn two-way, €29.8bn of EU imports from Thailand), and separately the Thai SEC's climate-first IFRS S1/S2 roadmap brings SET50 companies into climate disclosure from 2026, phasing in all listed companies by 2029–2030. Careers follow: ESG reporting officers, carbon accounting specialists, supplier-engagement and ESG data roles, plus verification work.

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อได้ที่ EUDR กับผู้ส่งออกไทย และ ESG Reporting ในไทย หรือดูตำแหน่งงาน ESG ที่เปิดรับอยู่ที่ thaiesgjob.com